review Empresses in the Palace
เจินหวน: รีวิว “นาฏกรรมเลือด” ที่สอนให้รู้ว่าความใจอ่อนคือทางตาย
รีวิว เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน
ถ้าคุณคิดว่าซีรีส์วังหลังคือพื้นที่ของผู้หญิงริษยาที่วันๆ เอาแต่แต่งหน้ามาแย่งความรักจากผู้ชาย… คุณกำลังประเมิน “เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน” (Empresses in the Palace) ต่ำเกินไปครับ สิ่งที่ทำให้ผมต้องกดพับหน้าจอซีรีส์เรื่องอื่นแล้ววนกลับมาดูฉาก “เจินหวนกลับวัง” ซ้ำเป็นรอบที่แปด ไม่ใช่ความสะใจที่นางเอกกลับมาฟาดฟัน แต่เป็นความน่าขนลุกของการที่มนุษย์คนหนึ่ง ถูกบีบให้ต้องเอามีดแทง “ความหวังและความใสซื่อ” ของตัวเองทิ้ง เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการมีลมหายใจต่อ
เรื่องนี้ไม่ได้ขายฝันเรื่องรักแท้ แต่มันคือการเอาการเมืองแบบการอยู่รอดระดับองค์กร มาสวมทับด้วยชุดเหอปิงและรองเท้าส้นกระถางต่างหาก
Empresses in the Palace (เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน)
บทสนทนาอาบยาพิษ
ความวิปริตอย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้คือการที่ไม่มีใครด่ากันด้วยคำหยาบเลยสักคำ การฆ่ากันในเรื่องนี้เริ่มต้นจากการชมปิ่นปักผม การมอบธูปหอม หรือการวิจารณ์บทกวี ทุกประโยคที่พ่นออกมาคือการ “ขุดหลุมพราง” ไว้ล่วงหน้า 3 สเต็ป คนดูต้องคอยแปลไทยเป็นไทยอีกรอบว่า รอยยิ้มละมุนเมื่อกี้ สรุปแล้วมันคือการขู่ฆ่าหรือการหยั่งเชิง
คนพังๆ ในอำนาจเบ็ดเสร็จ
-
ฮ่องเต้หยงเจิ้ง: ลบภาพพระเอกผู้คลั่งรักทิ้งไป นี่คือ “CEO หน้าเลือด” ที่มองผู้หญิงทุกคนเป็นแค่หมากคานอำนาจขุนนาง และเป็น “สแตนด์อิน” ของคนตายที่ตัวเองยึดติด ความรักของฮ่องเต้เรื่องนี้คือสิ่งของมีพิษ ใครได้ไปคือซวย
-
ฮองเฮาอี๋ซิว: ความตลกร้ายคือบอสใหญ่ของเรื่องแทบจะไม่เคยมือเปื้อนเลือดเองเลย เธอใช้ความอิจฉาและปมด้อยของคนอื่นเป็นอาวุธ หลอกใช้คนอื่นให้ฆ่ากันเองได้อย่างแนบเนียน นี่คือกรณีศึกษา ของผู้บริหารสายปั่นหัวตัวจริง
-
เจินหวน: จากเด็กสาวที่ขอพรไม่ให้ถูกเลือกเข้าวัง กลายเป็นมอนสเตอร์ที่ยอมใช้ลูกในไส้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การเติบโตของเธอแลกมาด้วยความด้านชาที่กัดกินหัวใจจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ปกติ
| หัวข้อ | คะแนน | นิยามความรู้สึกฉบับ Piwsai |
| ความปรานีต่อคนดู | 2 | ขยี้ความหวังจนแหลกละเอียด ไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ |
| ความคมคายของไดอะล็อก | 10 | ไม่ต้องตะโกนด่า แค่พูดเรียบๆ คนฟังก็หน้าชาไปยันชาติหน้า |
| มิติความเทาของตัวละคร | 9.5 | ไม่มีใครดี 100% ทุกคนเห็นแก่ตัวอย่างมีเหตุผลรองรับ |
ถ้าเอาไปวางเทียบกับ “Story of Yanxi Palace” (เล่ห์รักตำหนักเหยียนสี่) ที่ฮิตระเบิดเหมือนกัน จะเห็นความต่างชัดเจน เหยียนสี่คือซีรีส์แนว “ฟาสต์ฟู้ด” ดูเอามันส์ นางเอกเหมือนเติมทรูมา ด่ากราด ฟาดทุกคน รอดทุกคดี ซึ่งมันสนองนี๊ดคนดูได้ดี
แต่ เจินหวน คือ “Fine Dining รสขม” นางเอกไม่ได้เก่งแต่เกิด เธอพลาด เธอถูกเหยียบจมดิน เธอสูญเสียคนที่รักไปทีละคนจนกว่าจะเรียนรู้วิธีเอาคืน ความสมจริงของการ “ต้องแลกเลือดเพื่อบทเรียน” คือสิ่งที่ทำให้เจินหวนอยู่เหนือกว่าซีรีส์วังหลังทุกเรื่องที่พยายามจะเดินตามรอย
ถาม-ตอบ
เพราะแก่นของเรื่องไม่ใช่ความรัก แต่คือการต่อสู้ดิ้นรนและการเมืองที่สะท้อนชีวิตจริงของมนุษย์ ทำให้มันไม่ตกยุค
ไฟลท์บังคับคือเวอร์ชั่นเต็ม 76 ตอนเท่านั้นครับ การตัดทอนแม้แต่นิดเดียวคือการทำลายอรรถรสในการปูพื้นฐานอารมณ์ตัวละคร
แนะนำ “Ruyi’s Royal Love in the Palace” (หรูอี้จวน) ซึ่งเป็นภาคต่อในเชิงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ความดาร์กและความปวดตับจัดอยู่ในเลเวลเดียวกัน
เรื่องนี้เหมาะกับ
คนที่ชอบดูซีรีส์ที่ต้องใช้สมองตามให้ทัน และคนที่หลงใหลในความสมจริงของใจมนุษย์
เรื่องนี้ “ไม่” เหมาะกับ
คนที่ต้องการความฟินจิกหมอน, คนที่รับความหน่วงแบบดิ่งลึกไม่ได้ หรือคนที่คาดหวังว่าคนทำดีต้องได้ดีเสมอไป
FOLLOW UP
ถ้าดูจบแล้วไปไหนต่อ?
ถ้าจบเจินหวนแล้วเครื่องยังร้อน ผมขอผายมือเชิญไปที่ “Ruyi’s Royal Love in the Palace” (หรูอี้ จอมนางเคียงบัลลังก์) ซึ่งเป็นไทม์ไลน์รุ่นลูก (ยุคเฉียนหลง) โทนเรื่องดาร์กไม่แพ้กัน แต่เปลี่ยนจากการสู้เพื่ออำนาจ เป็นการสู้เพื่อรักษา “ตัวตนและความรัก” ท่ามกลางความเสื่อมทรามของวังหลัง รับรองว่าตับพังต่อเนื่องแบบไม่มีพักเบรกครับ
