รีวิว ปรมาจารย์ลัทธิมาร
ผมกล้าท้าเลยว่าตอนที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์ใหม่ๆ หลายคนสบประมาทงานภาพ สัตว์ประหลาดที่หน้าตาเหมือนหลุดมาจากหนังยุค 90 หรือแม้กระทั่งวิกผมที่ดูแปร่งๆ แต่ทำไมพอหลวมตัวดูไปถึงฉาก “สู้บนหลังคาที่ปู๋เย่เทียน” คนดูนับล้านถึงได้ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรราวกับญาติเสีย?
สิ่งที่ทำให้ผมวนกลับมาดูเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (โดยเฉพาะช่วง 16 ปีให้หลัง) ไม่ใช่เพราะเคมีของนักแสดงนำที่ทะลุจอเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความเจ็บปวดของการถูก “มวลชนพิพากษา” ก่อนกาลครับ ซีรีส์เรื่องนี้โยนคำถามใส่หน้าเราแรงๆ ว่า ระหว่างคนที่ใช้มนต์ดำแต่ปกป้องคนอ่อนแอ กับคนที่แต่งตัวขาวสะอาดแต่รวมหัวกันรังแกผู้บริสุทธิ์… สรุปแล้วใครกันแน่ที่เป็น “มาร”?
ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed)
พลังทำลายล้างของ “ข่าวลือ” และ “ความอิจฉา”
แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การปราบผี แต่มันคือการเมืองและจิตวิทยาหมู่ ซีนที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่ซีนปล่อยพลังวัตร แต่เป็นซีนที่ตระกูลเซียนทั้งหลายนั่งประชุมกันแล้ว “หาเหตุผลสวยหรู” เพื่อจะแย่งชิงตราพยัคฆ์ทมิฬของเว่ยอู๋เซี่ยน บทซีรีส์เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบว่า ความยุติธรรมมันไม่มีอยู่จริงหรอก มันมีแต่คำว่า “ผลประโยชน์” และใครก็ตามที่เก่งเกินหน้าเกินตาคนอื่นแถมควบคุมไม่ได้ คนนั้นต้องถูกกำจัด
โศกนาฏกรรมของคนดี และ การกบฏเงียบของผู้คุมกฎ
-
เว่ยอู๋เซี่ยน: นี่ไม่ใช่ฮีโร่สายอุดมการณ์จอมปลอม เขาคือเด็กหนุ่มที่ยอมควัก “จินตัน” (แกนพลังชีวิต) ให้พี่ชาย ยอมทิ้งอนาคตสดใสไปเดินเส้นทางสายมืด เพียงเพื่อจะรักษาสัจจะที่ว่า “จะช่วยเหลือผู้อ่อนแอ” ความร้าวรานคือยิ่งเขาทำดี เขายิ่งถูกโลกเกลียดชัง จนกระทั่งเขาแตกสลายและเลือกที่จะทิ้งชีวิตตัวเอง
-
หลานวั่งจี: ถ้าเว่ยอู๋เซี่ยนคือไฟที่เผาตัวเอง หลานวั่งจีก็คือน้ำแข็งที่ถูกหลอมละลาย เขาคือตัวแทนของคนที่อยู่ใน “กรอบศีลธรรม” มาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายยอมหันหลังให้กฎ 3,000 ข้อ ยอมรับแส้ระเบียบ 33 ที เพียงเพื่อจะยืนเคียงข้างคนที่สังคมตราหน้าว่าเป็นมาร นี่คือความรักที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆ บนโลก
| มิติการวิเคราะห์ | คะแนน | นิยามความรู้สึกฉบับคนหาทางออกไม่เจอ |
| ความย้อนแย้งของศีลธรรม | 10/10 | ด่าฝ่ายธรรมะจนเหนื่อย พวกหน้าไหว้หลังหลอกของแท้ |
| เคมีที่ไร้คำว่ารัก | 100/10 | ไม่ต้องมีฉากจูบ แค่เขามองตากันคนดูก็เข้าใจทุกอย่าง |
| ความสมจริงของ CG | 4.5 | หลับตาข้างนึงข้ามๆ ไปเถอะครับ หมานางฟ้านั่นก็ด้วย… |
ถ้าเอามาวางเทียบกับลูกพี่ลูกน้องสายตรงอย่าง “Word of Honor” (นักรบพเนจรสุดขอบฟ้า) โทนเรื่องมันจะคนละจริตกันเลยครับ Word of Honor คือความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาจนช้ำแล้วเยียวยากัน ร้อนแรงและเปิดเผย แต่ The Untamed คือการเติบโตผ่านความเจ็บปวดในวัยรุ่น อุดมการณ์ที่ถูกโลกทุบตีจนแหลกสลาย และการรอคอยอย่างเงียบงันถึง 16 ปี มันมีความบริสุทธิ์และเศร้าหมองที่บาดลึกกว่ามาก
ถาม-ตอบ
เพราะช่วงเวลา 16 ปีก่อนหน้านั้นคือ “แก่น” ของเรื่องราวทั้งหมดครับ หากไม่เห็นว่าเว่ยอู๋เซี่ยนเคยสดใสแค่ไหน และถูกสังคมเหยียบย่ำจนแตกสลายยังไง การกลับมาในชาติที่สองของเขาก็จะไม่มีน้ำหนักเลย
ในนิยายต้นฉบับคือคู่รักครับ แต่ในซีรีส์ถูกปรับให้เป็น “สหายรู้ใจ” ตามกฎหมายกองเซ็นเซอร์จีน ทว่าผู้กำกับก็ใส่สัญลักษณ์และการแสดงออกที่ลึกซึ้งจนคนดูสัมผัสได้ถึงความรักที่เหนือกว่าคำจำกัดความ
ให้อดทนครับ! 10 ตอนแรกเป็นการปูพื้นฐานตัวละครและตระกูลต่างๆ พอพ้นช่วงปราบเต่าพิฆาตไปได้ กราฟความดาร์กและความสนุกจะพุ่งทะยานจนคุณหยุดดูไม่ได้แน่นอน
เรื่องนี้เหมาะกับ
คนที่ชอบซีรีส์ที่มีมิติทางสังคมลึกซึ้ง, สายมิตรภาพลูกผู้ชายที่ผูกพันกันระดับวิญญาณ และคนที่ทนดูการเล่าย้อนอดีตแบบยาวเหยียดได้ (เพราะเล่าย้อนไปเกือบ 30 ตอน!)
เรื่องนี้ “ไม่” เหมาะกับ
คนที่ซีเรียสเรื่องคุณภาพ CG ระดับฮอลลีวูด, คนที่ชอบการดำเนินเรื่องแบบเดินหน้าฆ่ามันเร็วๆ หรือคนที่ต้องการเสพความโรแมนติกแบบชายหญิงทั่วไป
FOLLOW UP
ถ้าดูจบแล้วไปไหนต่อ?
Next Move: ถ้าคุณมูฟออนจากความปวดตับของการเป็น “วีรบุรุษที่ถูกลืม” ไม่ได้ ผมขออัญเชิญไปรับความหน่วงกันต่อที่ “Mysterious Lotus Casebook” (หอดอกบัวลายมงคล) ครับ พล็อตเรื่องของการเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่ตกสวรรค์ กลายเป็นคนธรรมดาที่อมโรคและปลงกับชีวิต มีกลิ่นอายความขมขื่นที่คล้ายชีวิตของเว่ยอู๋เซี่ยนมาก รับรองว่าเยียวยา (หรือซ้ำเติม?) อาการติดคุกกูซูได้ดีทีเดียว
TESTIMONIALS
ผู้เชี่ยวชาญด้านซีรีส์ที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่ในโลกสตรีมมิ่ง มักมองหา “รูโหว่” ในบทพอๆ กับที่มองหา “หัวใจ” ของเรื่องราว”
Editor @Piwsai
ตาโจแพนด้า
