review Ruyi's Royal Love in the Palace
หรูอี้ จอมนางเคียงบัลลังก์ : สารคดีชีวิตคู่ที่พังพินาศที่สุดแห่งวังต้องห้าม
รีวิว หรูอี้ จอมนางเคียงบัลลังก์
เจาะลึก “หรูอี้ จอมนางเคียงบัลลังก์”: สารคดีบันทึกการหย่าร้างที่กรีดหัวใจที่สุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์จีน
มีซีรีส์กี่เรื่องบนโลกใบนี้ที่กล้าเอา “ความพังพินาศของชีวิตคู่” มาตีแผ่แบบลากไส้ให้ดูความเน่าเฟะทีละเซนติเมตร?
ตอนที่ผมลืมตาดู “หรูอี้” (Ruyi’s Royal Love in the Palace) มาราธอน 87 ตอนจนจบ สิ่งที่ได้กลับมาตอนเห็น End Credit ขึ้น ไม่ใช่ความฟิน หรือความสะใจชูมือรับมงแบบซีรีส์วังหลังทั่วๆ ไป แต่มันคืออาการ “ซึมเป็นส้วม” ไปสามวันเต็มๆ ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เอาตัวรอดด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่มันหยิบเอาความไว้ใจของคนสองคนมาฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตา ฉากหรูอี้ตัดผมบั่นวาสนาในตำนานนั่นไม่ได้ทำหน้าที่แค่ประกาศจุดแตกหักทางประวัติศาสตร์ แต่มันกรีดตรงกลางใจคนดูที่เคยมีความรักและพยายามประคับประคองมันจนสุดทางแล้วจริงๆ
นี่ไม่ใช่ละครแย่งชิงความโปรดปราน แต่มันคือภาพยนตร์สะท้อนความเปราะบางของมนุษย์ในกรงทองครับ
หรูอี้ จอมนางเคียงบัลลังก์ (Ruyi's Royal Love in the Palace)
ศิลปะของการ “ต้มกบในหม้อน้ำอุ่น”
ผู้กำกับวังจวิ้นใจเย็นมาก แกไม่รีบเร่งขยี้อารมณ์ แต่เลือกวิธีเล่าเรื่องแบบสายน้ำที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำกรด เราจะเห็นรอยร้าวเล็กๆ ในความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการระแวง การสูญเสีย การฟังคำยุแยง จนท้ายที่สุดกำแพงความเชื่อใจก็ถล่มลงมา งานภาพไม่ได้เน้นคอนทราสต์จัดจ้าน แต่ใช้พื้นที่กว้างขวางของตำหนักมาเน้นย้ำความ “ว่างเปล่าและโดดเดี่ยว” ของหรูอี้ ทุกครั้งที่กล้องแพนกว้าง เราจะเห็นเลยว่าผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กลงเรื่อยๆ ท่ามกลางอำนาจที่เธอไม่ได้อยากได้เลยสักนิด
ชายผู้หลงตัวเอง และ หญิงผู้ตายเพื่อปกป้องตัวตน
-
หรูอี้ (ชิงอิง): ในสายตาชาววังหลัง เธอคือผู้หญิงที่โง่เขลา เพราะเธอไม่ต้องการอำนาจ ไม่สนตำแหน่ง เธอแค่อยากได้ “รักแรก” ของเธอคืนมา หรูอี้ไม่ได้พ่ายแพ้ในเกมการเมือง เธอแค่ “ปฏิเสธที่จะเล่นมัน” และเลือกที่จะรักษาจิตวิญญาณและความซื่อตรงของตัวเองเอาไว้จนลมหายใจสุดท้าย
-
ฮ่องเต้เฉียนหลง (หงลี่): ตัวละครที่สะท้อน “ชายเป็นใหญ่” ที่มีปมด้อยฝังรากลึก หงลี่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นตัวร้าย แต่ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกอำนาจเบ็ดเสร็จลอกคราบออกมา ความขี้ระแวงและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้า ทำให้เขาบดขยี้ผู้หญิงที่รักเขาทั้งหัวใจด้วยมือของเขาเอง
| มิติการประเมิน | คะแนน | นิยามความรู้สึกฉบับคนตับพัง |
| ความร้าวรานทางจิตใจ | 100/10 | ทะลุหลอด ร้องไห้จนตาบวมแล้วบวมอีก |
| ความสมจริงของ Toxic Relationship | 10 | เรียลจนน่ากลัว สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ได้แบบไม่ต้องพึ่งแฟนตาซี |
| ความอึดอัดของการดำเนินเรื่อง | 9.5 | หน่วงจนแทบหายใจไม่ออก แต่แปลกที่มันหยุดดูไม่ได้ |
เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวางเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ฉายชนกันอย่าง “เล่ห์รักวังต้องห้าม” (Story of Yanxi Palace) ที่เล่าไทม์ไลน์และใช้ตัวละครเซ็ตเดียวกันเป๊ะ แต่เลนส์ที่ใช้มองต่างกันลิบลับ
เหยียนสี่กงเล่อคือความขบถและชัยชนะของคนตัวเล็กที่ดิ้นรนเอาคืนสังคม (ดูเพื่อระบายความเครียด) ส่วน หรูอี้จวน คือ “สัจธรรม” ที่ตบหน้าคนดูว่า ต่อให้คุณขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ถ้าคุณสูญเสียความเชื่อใจในชีวิตคู่ ทุกอย่างบนบัลลังก์นั้นก็คือความว่างเปล่า
ถาม-ตอบ
ในยุคชิง การตัดผมคือการสาปแช่งและแสดงถึงการไว้ทุกข์ให้ฮ่องเต้ สำหรับหรูอี้ มันคือการประกาศตัดขาด “ความรัก” ที่ตายไปแล้ว และปลดแอกตัวเองออกจากพันธนาการของความเป็นฮองเฮาที่บีบรัดเธอมาตลอดชีวิต
ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ใช้โครงสร้างประวัติศาสตร์ยุคฮ่องเต้เฉียนหลงเหมือนกัน เพียงแต่สลับบทบาทฝั่งนางเอก-ตัวร้าย หากดูสองเรื่องนี้ต่อกัน จะได้เห็นมุมมองของมนุษย์ที่ต่างกันแบบสุดขั้ว
เป็นการแสดงระดับคลาสการแสดงชั้นสูง โจวซวิ่นใช้สายตาและกล้ามเนื้อบนใบหน้าในการสื่อสารความเจ็บปวดโดยแทบไม่ต้องฟูมฟาย ร้องไห้แบบไม่มีน้ำตาแต่น่าสงสารจับใจ
เรื่องนี้เหมาะกับ
คนที่ผ่านโลกมาระดับหนึ่ง เข้าใจความซับซ้อนของชีวิตคู่ และคนที่ชอบเสพงานศิลปะที่ค่อยๆ ปอกเปลือกความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์แบบละเอียดอ่อน
เรื่องนี้ “ไม่” เหมาะกับ
คนที่อยากดูนางเอกลุกขึ้นมาตบตีเอาคืนตัวร้าย หรือคนที่คาดหวังตอนจบที่ทุกคนยิ้มแย้มกอดกัน
FOLLOW UP
ถ้าดูจบแล้วไปไหนต่อ?
Next Move: หลังจากจิตใจแหลกสลายกับความรักในวังหลังแล้ว ผมขอเบนเข็มให้คุณไปดู “หลางหยาป่าง มหาบุรุษพลิกแผ่นดิน” (Nirvana in Fire) ครับ เปลี่ยนรสชาติจากการเมืองในมุ้งมาเป็นการเมืองระดับแคว้นและการล้างมลทินที่แยบยลที่สุด แม้จะเป็นโศกนาฏกรรมเหมือนกัน แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์และความหวัง ซึ่งจะช่วยล้างแผลในใจที่คุณได้รับจากเฮียหงลี่ได้ดีเลยทีเดียว
